ภาพประกอบหัวข้อGoogle Workspace Business Starter VS  Standard มีข้อแตกต่างอย่างไร ? (Google Workspace Business Starter VS Standard. What are the differences?)

Google Workspace Business Starter VS  Standard มีข้อแตกต่างอย่างไร ?

Google Workspace มีการเปลี่ยนแปลงชื่อมาจาก G Suite เป็น Google Workspace และมีการปรับปรุง Plan บริการด้วย การเปรียบเทียบระหว่าง Google Workspace Business Starter และ Google Workspace Business Standard นั้นมีข้อแตกต่างกันที่เห็นได้ชัดเจนดังนี้

Google Workspace Business Starter

Plan เริ่มต้นสำหรับระบบอีเมลของทาง Google ซึ่งเหมาะกับองค์กร, บริษัทตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีฟังก์ชั่นการทำงานสำนักงานที่ครบถ้วนในรูปแบบ On cloud ที่ทำให้คุณสามารถทำได้ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านทุกอุปกรณ์ สามารถเข้าใช้งานผ่าน Web Browser ที่มีความนิยมอย่าง Google chrome , Friefox , Safari โดยรายละเอียดของ Plan Google Workspace Business Starter มีดังนี้

  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลอีเมลและไฟล์ใน Google ไดรฟ์ จำนวน 30 GB ต่อ 1 license
  • เครื่องมือสำหรับการจัดการไฟล์ที่ครบถ้วน ทั้ง Docs , Sheets ,Slides
  • ใช้งานอีเมลในชื่อ @บริษัท
  • เข้าใช้งานได้ง่ายผ่าน Web browser www.gmail.com
  • เครื่องมือสำหรับจัดประชุมสัมมนาออนไลน์ Google meeting รองรับผู้เข้าร่วมได้สูงสุด 100 คน
  • มีหน้า Admin สำหรับตรวจสอบควบคุม User ผู้ใช้งานภายในองค์กรของตนเอง

Google Workspace Business Standard

Plan ขั้นถัดมาจาก Starter plan สำหรับระบบอีเมลของทาง Google ซึ่งเหมาะกับองค์กร, บริษัทตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้งานพื้นที่ในการจัดการอีเมลและไฟล์เอกสารที่มากกว่า Starter plan
ซึ่งมีฟังก์ชั่นการทำงานและการใช้งานเช่นเดียวกันกับ Starter plan ทุกประการโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลอีเมลและไฟล์ใน Google ไดรฟ์ จำนวน 2 TB ต่อ 1 license
  • เครื่องมือสำหรับการจัดการไฟล์ที่ครบถ้วน ทั้ง Docs , Sheets ,Slides
  • ใช้งานอีเมลในชื่อ @บริษัท
  • เข้าใช้งานได้ง่ายผ่าน Web Browser www.gmail.com
  • เครื่องมือสำหรับจัดประชุมสัมมนาออนไลน์ Google meeting รองรับผู้เข้าร่วมได้สูงสุด 150+ คน และสามารถบันทึกการประชุมในรูปแบบวีดีโอเก็บไว้ใน ไดรฟ์ ได้
  • มีหน้า Admin สำหรับตรวจสอบควบคุม User ผู้ใช้งานภายในองค์กรของตนเอง

สรุปข้อแตกต่างระหว่างGoogle Workspace Business Starter VS  Standard

สำหรับ Google Workspace Business Starter และ  Standard Plan นั้นมีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนอยู่ดังนี้

  • ด้านราคาสินค้า

Google Workspace Business Starter จะมีราคาต่อ 1 license /ปี อยู่ที่ 2450 บาท (อ้างอิงราคาจากเทคโนโลยีแลนด์ วันที่25/11/2023)
Google Workspace Business Standard จะมีราคาต่อ 1 license /ปี อยู่ที่ 4800 บาท (อ้างอิงราคาจากเทคโนโลยีแลนด์ วันที่25/11/2023)

  • ด้านพื้นที่จัดเก็บข้อมูล

Google Workspace Business Starter จะมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูล อีเมล และ ไดรฟ์ รวมกันอยู่ที่ 30 GB
Google Workspace Business Standard จะมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูล อีเมล และ ไดรฟ์ รวมกันอยู่ที่ 2 TB

  • ด้านการจัดประชุมสัมมนาออนไลน์ Google meeting

Google Workspace Business Starter สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ที่ 100 คน
Google Workspace Business Standard สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ที่ 150 คน และสามารถบันทึกวีดีโอการประชุมครั้งนั้นไว้ใน ไดรฟ์ เพื่อใช้งานการสรุปการประชุมภายหลังได้อีกด้วย

ข้อมูลโดยสรุป

ข้อแตกต่างของ Google Workspace Business Starter และ Standard นั้นมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือด้านราคาของสินค้า ทั้ง 2 Plan ที่แตกต่างกันค่อนข้างมากแต่ในความแตกต่างของราคานั้นก็แลกมาด้วยพื้นที่การใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากท่านเป็นผู้ที่ต้องเลือกระหว่าง 2 Plan นี้ควรพิจารณาจากความต้องการใช้งานของผู้ใช้งานในองค์กรเป็นหลักว่าใช้งาน Plan ใดจึงจะเหมาะสมกับผู้ใช้งานมากที่สุดเนื่องจากพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ที่ส่วนใหญ่แล้วทำการส่งข้อมูลและจัดเก็บไฟล์ผ่าน cloud ท่านสามารถใช้งาน Google Workspace ราคาถูก ได้โดยการทำ Hybird

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ

ใช้งาน Google Workspace และ Gmail หลายๆคนใน Account เดียวกันอย่างปลอดภัย !

การใช้งาน Google Workspace และ Gmail หลาย ๆ คนใน Account เดียวกันนั้น ทาง Google ก็จะมีการป้องกันความปลอดภัยมากขึ้นนั้นก็คือ การยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน (Two Factor Authentication) ซึ่งการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอนนั้นมีหลายหลายวิธีที่ให้เรานั้นได้เลือกใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เรานั้นจะเลือกวิธีการขอรหัส OTP ไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกไว้ แต่วันนี้เรามีอีกวิธีนึงมานำเสนอนั้นก็คือการยืนยันตัวตนผ่าน Application Google Authenticator

การยืนยันตัวตนผ่าน Application Google Authenticator

  1. เข้าไปที่ Application Play Store
  2. ในช่องค้นหาพิมพ์ชื่อ Application “Google Authenticator” และติดตั้งลงโทรศัพท์
  3. เข้า Application Google Authenticator
  4. เลือก Scan a QR code
  5. สามารถนำรหัส 6 หลักไปใช้ในการยืนยันตัวตนได้เลย

ข้อมูลโดยสรุป

การยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน (Two Factor Authentication) มีหลายหลายวิธีที่ให้เรานั้นได้เลือกใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เรานั้นจะเลือกวิธีการขอรหัส OTP ไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกไว้ แต่การยืนยันตัวตนผ่าน Application Google Authenticator นั้นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีและการใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง

Interface Gmail แบบใหม่

เมื่อต้นปี 2022 Google ประกาศอินเทอร์เฟซผู้ใช้ใหม่และมุมมองที่ผสานรวมที่ปรับแต่งได้สำหรับ Gmail โดยนำแอปพลิเคชันที่สำคัญ เช่น Gmail, Chat และ Meet มาไว้ในที่เดียว ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป อินเทอร์เฟซผู้ใช้นี้จะเป็นมาตรฐานสำหรับ Gmail โดยไม่มีตัวเลือกให้เปลี่ยนกลับเป็น “มุมมองเดิม” ด้วย UI ใหม่ ผู้ใช้ยังคงสามารถเปลี่ยนธีม Gmail, ประเภทกล่องจดหมาย และอื่นๆ ผ่านการตั้งค่าด่วน

 

มุมมองที่รวมเข้ากับ Gmail, Chat, Spaces และ Meet ทางด้านซ้ายของหน้าต่างจะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับผู้ใช้ที่เปิดใช้ Chat ด้วยการตั้งค่าด่วน ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งอินเทอร์เฟซใหม่นี้เพื่อรวมแอปที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Gmail เพียงอย่างเดียวหรือทั้ง Gmail, Chat, Spaces และ Meet ซึ่งช่วยให้ติดตามสิ่งที่สำคัญได้ง่ายขึ้น และลดความจำเป็นในการสลับไปมาระหว่างแอปพลิเคชัน หน้าต่าง หรือแท็บต่างๆ ขณะนี้ Chat ใช้งานได้ทางด้านซ้ายแล้ว ผู้ใช้จะไม่มีตัวเลือกในการกำหนดค่า Chat ทางด้านขวาของ Gmail อีกต่อไป

Cr.https://workspaceupdates.googleblog.com/

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีการบล็อก Email ใน Gmail ที่ไม่ต้องการติดต่อ

วิธีการเช็คว่ามีใครแอบเข้าใช้งาน Gmail หรือไม่

เข้าร่วมวิดีโอคอลจาก Gmail

เปลี่ยนสถานะการสนทนาใน Gmail

รู้หรือไม่โหมดข้อมูลลับใน Gmail ป้องกันข้อมูลและไฟล์แนบในการส่ง Email ได้

โหมดข้อมูลลับใน Gmail (Google Workspace) มีประโยชน์อย่างไร

การส่งข้อความและไฟล์แนบโดยใช้โหมดข้อมูลลับใน Gmail (Google Workspace) จะช่วยป้องกันข้อมูลที่ละเอียดอ่อนไม่ให้มีการเข้าถึงจากบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตได้ นอกจากนี้การใช้โหมดข้อมูลลับใน Gmail (Google Workspace) ยังสามารถที่จะกำหนดวันหมดอายุของข้อความหรือเพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงข้อความและไฟล์แนบได้ตลอดเวลา และผู้รับจะไม่มีสิทธิ์ในการส่งต่อ คัดลอก พิมพ์ ดาวน์โหลด(Download) ข้อความและไฟล์แนบที่ส่งไปได้

หมายเหตุ: ถึงแม้ว่าการใช้โหมดข้อมูลลับในการส่งข้อความและไฟล์แนบจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้รับส่งต่อ คัดลอก พิมพ์ ดาวน์โหลดข้อความหรือไฟล์แนบที่ส่งไปโดยไม่ได้ตั้งใจได้ แต่ไม่ได้ป้องกันไม่ให้ผู้รับถ่ายภาพหน้าจอหรือรูปภาพของข้อความและไฟล์แนบ และหากผู้รับมีโปรแกรมที่เป็นอันตรายในคอมพิวเตอร์ (Computer) ก็สามารถที่จะดาวน์โหลด (Download) คัดลอก ข้อความหรือไฟล์แนบได้

ขั้นตอนในการใช้โหมดข้อมูลลับในการส่งข้อความและไฟล์แนบ

1.เข้าสู่ระบบ Gmail (Google Workspace) แล้วเลือก เขียน

2.เมื่อใส่อีเมล (Email) ผู้รับ ชื่อเรื่อง และส่วนของเนื้อหาที่จะส่งเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกเปิดโหมดข้อมูลลับด้านล่าง

3.ในส่วนนี้ให้ทำการกำหนดวันหมดอายุของอีเมล (Email) ว่าต้องการให้อีเมล (Email) ทำลายตัวเองในอีกกี่วันนับตั้งแต่วันที่ผู้รับได้รับ หลังจากที่อีเมล (Email) ทำลายตัวเองตามวันที่กำหนดไว้ผู้รับจะไม่สามารถเปิดดูอีเมล (Email) ฉบับนี้ได้อีก

 

4.ในส่วนนี้สามารถกำหนดได้ว่าต้องการให้ผู้รับใช้รหัสผ่านในการเปิดอีเมล (Email) ฉบับนี้หรือไม่

-ไม่มีรหัสผ่านทาง SMS  ถ้าผู้รับใช้ Gmail (Google Workspace) ผู้รับจะสามารถเปิดอีเมล (Email) ฉบับนี้ได้โดยตรง แต่ถ้าผู้รับไม่ได้ใช้Gmail (Google Workspace) จะได้รับรหัสผ่านทางอีเมล (Email)

-รหัสผ่านทาง SMS ใส่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับ เมื่อผู้รับจะเปิดอ่านอีเมล (Email) ฉบับนี้ จะได้รับรหัสผ่านทาง SMS จากนั้นกดบันทึก

 

5.ถ้าเลือกรหัสผ่านทาง SMS เมื่อคลิกส่ง ระบบจะให้เลือกประเทศและใส่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับ จากนั้นคลิกส่งอีกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

Email แบบ Dynamic ใน Gmail พร้อมใช้งานแล้ว

Sent Limit ของ Gmail สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่

Sent Limit ในการรับส่ง Gmail สำหรับ Google Workspace

วิธีการเปลี่ยนภาษา Gmail บน G suite

Smart Compose พร้อมใช้งานใน Gmail Android และ iOS

 

การเปลี่ยน Password (รหัสผ่าน) ใน Gmail/Workspace ช่วยให้ปลอดภัยและมีวิธีทำอย่างไร

การเปลี่ยน Password (รหัสผ่าน) บัญชี Gmail ของเราบ่อยๆช่วยให้บัญชีของเราปลอดภัยมากขึ้นเนื่องด้วยการเปลี่ยน Password บ่อยๆจะยากต่อการถูกมิจฉาชีพหรือบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีเข้ามาโจรกรรมข้อมูลของเรา เพราะในบัญชี Gmail ของเรานั้นจะมีข้อมูลที่เป็นส่วนสำคัญทั้งในด้านของการติดต่อธุรกิจและการทำธุรกรรมต่างๆ โดยส่วนใหญ่การเปลี่ยน Password ควรทำทุกๆ 3-6 เดือน และ Password ที่ตั้งใหม่ ควรประกอบไปด้วย ตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่-พิมพ์เล็ก ตัวเลข และตัวอักขระพิเศษผสมกันเพื่อยากต่อการคาดเดา การเปลี่ยน Password Gmail นั้นสามารถทำได้ทั้งใน Smartphone และ Computer โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการเปลี่ยน Password (รหัสผ่าน) ใน Gmail

1.เข้าสู่ระบบบัญชี Gmail  ของเรา แล้วเลือกที่ บัญชี Google

2.จากนั้นไปที่หัวข้อ ความปลอดภัย เลื่อนลงมาที่หัวข้อ การลงชื่อเข้าใช้ Google แล้วคลิกที่รหัสผ่าน

3.จากนั้นระบบจะให้เรายืนยันตัวตนโดยการใส่ รหัสผ่าน จากนั้นคลิก ถัดไป

4.ขั้นตอนนี้ให้กำหนดรหัสผ่านใหม่ที่เราต้องการใส่ลงไปให้ครบถ้วนทั้งสองช่อง โดยการตั้งรหัสผ่านใหม่ควรที่จะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก-ตัวใหญ่ ตัวเลข และอักขระพิเศษผสมกันอย่างน้อย 8 ตัว เพื่อยากต่อการคาดเดา จากนั้นคลิกเปลี่ยนรหัสผ่าน เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

Meetใน Gmail บนมือถือตอนนี้กำลังเปิดตัวบน iOS

Google ให้บริการภาษาสเปนใน Docs และ Gmail แล้ว

สามารถปรับแต่งเค้าโครง gmail ได้แล้ว

Google เปิดใช้งาน Google Meet ใน Gmail บนมือถือ

แก้ไขกิจกรรมในปฏิทินโดยตรงจาก Gmail และ Docs

 

การสร้างลายเซ็น(Signature) Gmail ใน Google workspace

การสร้างลายเซ็นต์ (คำลงท้าย Email) คือ การสร้าง Signature เกี่ยวกับตัวเราหรือเกี่ยวกับธุรกิจของเรา เพื่อให้ผู้รับได้ทราบว่าเราคือใครและง่ายต่อการติดต่อกลับในครั้งถัดไป โดยการสร้างลายเซ็นต์สามารถใส่รายละเอียดได้ทั้ง ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือชื่อเว็บไซต์ของเรา หรือแม้กระทั่งคำลงท้ายที่ต้องพิมพ์บ่อยๆ เช่น ขอแสดงความนับถือ ขอบคุณครับ/ขอบคุณค่ะ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ลายเซ็นต์ใน Email ช่วยเราได้อย่างไร

ลายเซ็นต์หรือคำลงท้าย Email ช่วยให้ผู้รับ ทราบถึงว่าผู้ส่งมีตัวตนอยู่จริงและป้องกันการปลอมแปลง Email เพราะโดยทั่วไปการปลอมแปลง Email นั้นจะไม่สามารถปลอมลายเซ็นต์หรือคำลงท้าย Email ของบุคคลที่เป็นผู้ส่งได้ ทำให้ลายเซ็นต์หรือคำลงท้าย Email นั้นสำคัญเพราะเป็นการระบุข้อมูลส่วนตัว รวมถึงมีสัญลักษณ์เฉพาะองค์กร เช่น โลโก้บริษัท เป็นต้น

ขั้นตอนการสร้างลายเซ็นด้วย Gmail

1.เข้าสู่ระบบ Gmail จากนั้นคลิกที่รูปฟันเฟืองหรือ Settings เลือก See all Settings

2.ในแถบ General (ทั่วไป) ให้เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Signature แล้วเลือก Create new

3.ตั้งชื่อลายเซ็น(คำลงท้าย Email) ที่เราต้องการ เสร็จแล้วคลิกที่ Create

4.จากนั้นกำหนดข้อความที่เราต้องการให้แสดงผล นอกจากนี้สามารถแทรกรูปภาพ ลิงก์ หรือแม้กระทั่งการกำหนดรูปแบบของข้อความ การเปลี่ยนสีของข้อความ การจัดตำแหน่งต่างๆ และปรับขนาดของตัวอักษรได้อีกด้วย

5.หลักจากกำหนดข้อความที่เป็นลายเซ็นต์ (คำลงท้าย Email) เรียบร้อยแล้วให้เลื่อนลงมาด้านล่าง ที่หัวข้อ Signature defaults (ค่าเริ่มต้นของลายเซ็นต์) ในช่องทั้งสองช่องด้านล่างให้เลือกเป็นชื่อลายเซ็นต์ (คำลงท้าย Email) ที่เราตั้งไว้ทั้งสองช่อง 

6.เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วให้เลื่อนลงมาด้านล่างสุดแล้วคลิก Save Changes (บันทึกการเปลี่ยนแปลง)

7.หลักจากบันทึกการเปลี่ยนแปลงแล้วเมื่อจะส่ง Email ใหม่ จะมีลายเซ็นต์ (คำลงท้าย Email) ขึ้นมาให้ทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เข้าร่วมการประชุมและการโทรด้วยเสียงจากการแชทแบบ 1:1 โดยใช้ Google Chat ใน Gmail บนมือถือ

การอัปเดตและการปรับปรุงภาพสำหรับช่อง To, Cc และ Bcc ใน Gmail

ทำการค้นหาอีเมลอย่างละเอียดด้วยตัวกรองแบบใหม่ใน Gmail บนเว็บ

บันทึกรูปภาพจากข้อความ Gmail ไปยัง Google Photos ด้วยปุ่ม “บันทึกในรูปภาพ”

ขณะนี้การส่งออก Gmail ในห้องนิรภัยมีไฟล์ข้อมูล CSV metadata